วิธีมัดใจสามี

บางครั้งการอยู่ด้วยกันนานๆ ก็อาจทำให้ชีวิตรักเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายได้เหมือนกัน ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ชีวิตหลังแต่งงานจืดชืดไม่สดใส ก็ต้องหมั่นเติมความรักให้แก่กันและกันอยู่เสมอ รักใครกำลังจืดจางลองมาดูวิธีมัดใจสามีทั้ง 6 ข้อนี้ดูค่ะ

วิธีมัดใจสามี
ภาพจาก : pinterest.com
  1. ใช้เวลาว่างร่วมกันให้มากขึ้น

การกลับมาที่บ้านให้เร็วขึ้นเพื่อใช้เวลาอยู่ร่วมกับสามีให้นาน แล้วใช้เวลานี้ในการพูดคุยถามไถ่ความรู้สึก และถ่ายทอดเรื่องราวที่พบเจอมาให้แก่กันบ้าง จะช่วยเพิ่มความรักแล้วความเข้าใจที่อาจขาดหายไปและทำให้ต่างฝ่ายต่างกลับมาตกหลุมรักกันอีกครั้ง

  1. ลองปรับตัวให้กลับไปเป็นคนเดิม

หลายครั้งที่ผู้หญิงมักจะน้อยอกน้อยใจเพราะสามีทำตัวไม่เหมือนเก่า ซึ่งถึงแม้ว่าสำหรับบางคนจะเป็นเรื่องจริง แต่บางทีผู้หญิงเองก็เปลี่ยนไปไม่น้อยหลังจากแต่งงาน ดังนั้นก่อนที่จะโยนความผิดให้สามีลองสำรวจตัวเองดูก่อน แล้วพยายามปรับปรุงให้เหมือนคนเก่าที่สามีเคยรักเคยหลงให้ได้ เพื่อชีวิตแต่งงานที่หวานอีกครั้ง

  1. เปลี่ยนเซ็กส์ให้แซบกว่าเดิม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเซ็กส์เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการแต่งงาน ซึ่งถ้าหากเซ็กส์น่าเบื่อก็จะทำให้ชีวิตการแต่งงานจืดชืดลงได้เช่นกัน สำหรับปัญหานี้ก็ง่ายมากแค่เพียงหาท่าทางใหม่ๆ มาทดลอง หรือเปลี่ยนบรรยากาศเปลี่ยนสถานที่ในการเติมเต็มชีวิตรักให้สดชื่นไม่น่าเบื่อ

  1. ให้เขามีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง

บางทีภรรยาก็ขี้หึงหวงทำตัวติดกับสามีมากเกินไป จนทำให้เขารู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจโดนที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้นควรเว้นระยะห่างให้เขามีพื้นที่และมีเวลาส่วนตัวได้ทำตามความต้องการของตัวเองบ้าง

  1. ให้ความสนใจในสิ่งที่สามีสนใจ

ภรรยาคนไหนที่ชอบส่ายหน้าเวลาที่สามีให้ความสนใจกับอะไรสักอย่างที่คุณเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ก็ควรจะหยุดถ้าอยากให้สามีกลับมารักเหมือนเดิม เพราะการอยู่ร่วมกันเราก็ควรแสดงความสนใจและสนับสนุนในสิ่งที่เขาสนใจ คอยเป็นกำลังใจ พร้อมทั้งพูดคุยเรื่องนั้นกับเขาได้

  1. เซอร์ไพรส์บ่อย ๆ

การแอบทำอาหารมื้อพิเศษ ดินเนอร์สุดเซอร์ไพรส์ไว้ให้สามีบ้าง และหาโอกาสพิเศษๆ ทำอะไรก็ได้น่ารักๆ หรืออาจจะซื้อของที่เขาอยากได้ให้เป็นของขวัญ เพื่อทำให้เขารู้สึกเป็นคนพิเศษมากขึ้น แถมยังสร้างความรู้สึกตื่นเต้น และช่วยเพิ่มระดับความรักได้ดีอีกด้วยล่ะ

Read More

วิธีแก้ง่วง

หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน คำพูดนี้หลายคนคงเจอกับตัวบ่อยๆ นะคะ หรือบ่ายๆ นั่งทำงานยาวๆ เงียบๆ ก็เป็นอันเผลอหลับเสียทุกที ใครที่ชอบมีอาการง่วงๆ เบลอๆ รู้สึกไม่กระปรี้กระเปร่าเวลาทำงาน ลองมาดู 6 เทคนิควิธีแก้ง่วง ไปเลือกปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเองกันดูค่ะ

  1. ลุกขึ้นเดิน ยืดเส้นยืดสาย

รู้มั้ยคะว่า การเดินเป็นเวลา 20 นาที สามารถเพิ่มระดับพลังงานในร่างกายให้สูงขึ้น และลดอาการอ่อนล้าให้หมดไปได้ค่ะ

 

  1. ลองใช้หูให้มากขึ้น

การฟังเพลงในขณะที่ทำงานอยู่นั้น จะสามารถช่วยทำให้เรารู้สึกตื่นตัวและช่วยเพิ่มสมาธิได้ดีอีกวิธีหนึ่ง แต่ก็ควรเลือกเพลงที่สนุกสนานด้วยนะคะ เพราะไม่งั้นแทนที่จะตื่นตัว อาจยิ่งทำให้เคลิ้มหลับได้ง่ายขึ้นไม่รู้ด้วยนะ

 

  1. พักสายตาเสียบ้าง

ลองละสายตาจากคอมพิวเตอร์บ้าง แล้วหันไปมองบรรยากาศรอบๆ ตัว ให้สายตาของตัวเองได้หยุดพักในเวลาที่เหมาะสมเป็นช่วงเวลาสั้นๆ บ้าง ลองดูสิ

 

  1. ยืดเส้นยืดสาย

การนั่งติดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน เป็นสาเหตุสำคัญของอาการปวดคอ จนอาจรู้สึกว่าคอแข็งและขยับคอลำบากนะคะ ดังนั้นการยืดเส้นยืดสายร่างกายเสียบ้าง ก็จะช่วยให้ร่างกายของเราไม่เกิดความเหน็ดเหนื่อยหรืออ่อนล้ามากจนเกินไป

 

  1. เพิ่มพลังและผ่อนคลายด้วยการกินขนมขบเคี้ยวที่มีประโยชน์

การรับประทานอาหารในมื้อใหญ่สามารถทำให้เราเกิดการง่วงนอนได้นะรู้มั้ย ลองรับประทานอาหารมื้อหลักในปริมาณอาหารที่น้อยลง และตลอดวันให้คุณรับประทานขนมขบเคี้ยวที่มีประโยชน์มากขึ้นเพื่อให้เกิดพลังงานในร่างกายอย่างเพียงพอ

 

  1. ใช้น้ำเย็นในการแก้ง่วง

ถ้าทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาไม่ได้ผล คงไม่มีอะไรที่จะปลุกคุณให้ตื่นได้ดีไปกว่าการใช้น้ำเย็นล้างหน้า และดื่มน้ำเย็นอีกแล้ว เพราะน้ำจะเป็นตัวช่วยอย่างดีที่ช่วยเติมความสดชื่นให้ร่างกายในช่วงที่อ่อนล้าของวันค่ะ

วิธีแก้ง่วง
ภาพจาก : pinterest.com

Read More

วิธีลดสะโพก

สาวๆ มักจะชอบกลัวความอ้วน เกลียดไขมัน โดยเฉพาะไขมันตรงส่วนบั้นท้าย หรือสะโพกที่ใหญ่ จนทำให้สูญเสียความมั่นใจ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องใส่เสื้อผ้าโชว์สะโพก แต่ก็อย่าเพิ่งท้อนะคะ เพราะเรายังมีวิธีลดสะโพกที่ใช้สลายไขมันบั้นท้าย สลัดผิวเปลือกส้ม และรอยแตกลายที่คอยกวนใจสาวๆ ให้ออกไปด้วย 3 ท่าง่ายๆ ดังนี้

ท่านอนยกสะโพก

เริ่มด้วยการนอนหงายลงบนเสื่อ งอเข่าเล็กน้อยแล้วค่อยๆ ยกสะโพกขึ้นเหนือพื้น เกร็งกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกเล็กน้อยค้างไว้ซักพักแล้วค่อยๆ ผ่อนสะโพกลงเหมือนท่าเตรียม ทำอย่างน้อย 2 เซ็ต เซ็ตละ 15 ครั้ง แถมท่านี้ยังได้ออกกำลังกล้ามเนื้อต้นขาเพิ่มเติมขึ้นมาอีกด้วยนะคะ

 

ท่าโน้มตัว

ท่านี้จะได้ผลลัพธ์มากยิ่งขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับลูกบอลออกกำลังกาย (Fitball) โดยเริ่มด้วยการนอนราบบนลูกบอลให้เท้าราบติดกับพื้น จากนั้นค่อยๆ ยกสะโพกและขาช้าๆ จนขนานกับพื้น และห้ามออกแรงที่แขนเป็นอันขาด จากนั้นค่อยลดลงสู่ท่าเริ่มต้น ควรทำอย่างน้อย 2 เซ็ต เซ็ตละ 15 ครั้งนะคะ

 

ท่าเก้าอี้ลม

ท่านี้เสริมความแข็งแกร่งและทำให้สะโพกของเรากระชับได้ดีที่สุด เริ่มด้วยท่าเตรียมพร้อมโดยยืนแยกขาออกจากกัน เหยียดแขนออกมาข้างหน้าให้อยู่ในระดับเดียวกับไหล่ โดยให้แขนตรง จากนั้นก็ค่อยๆ ย่อเข่าลงช้าๆ ให้เหมือนเวลาที่นั่งเก้าอี้อยู่ โดยลำตัวต้องตรงและเกร็งด้วย จากนั้นให้ยกตัวขึ้นช้าๆ กลับสู่ท่าเตรียม ทำอย่างน้อย 2 เซ็ต เซ็ตละ 10-15 ครั้ง

 

วิธีลดสะโพก
ภาพจาก : kapook.com

ถ้าทำได้ตามขั้นตอนข้างต้น สาวๆ ก็เตรียมรับหุ่นสวยที่ไร้ไขมันบริเวณสะโพกได้เลย ซึ่งการบริโภคอาหารให้พอเหมาะกับการออกกำลังกายควบคู่กันไปนั้น ไม่เพียงแค่ช่วยให้สะโพกของเรากระชับเข้ารูปเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับอวัยวะส่วนอื่นๆ อีกด้วยนะคะ

Read More

วิธีเพาะถั่วงอก

คงไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จักถั่วงอก เพราะถั่วงอกมีความเกี่ยวข้องกับอาหารประจำวันของคนไทยหลายชนิด เช่น ผัดถั่วงอก ก๊วยเตี๋ยว ผัดไทย เกาเหลา และอื่นๆ อีกมากมาย ล้วนแต่มีถั่วงอกเป็นส่วนประกอบของอาหารทั้งนั้น แต่ถั่วงอกที่เราบริโภคเข้าไปเหล่านั้น เราไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าจะเป็นถั่วงอกที่สะอาด ปลอดสารพิษ ดังนั้นการเพาะถั่วงอกด้วยตนเอง เอาไว้ประกอบอาหารรับประทาน จงเป็นวิธีที่จะได้มาซึ่งถั่วงอกที่เรามั่นใจได้ว่าสะอาด ปลอดสารพิษ ผมจึงจะขอแนะนำวิธีการปลูกถั่วงอกไว้รับประทานเอง ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ยาก เรามาดูกันครับ

วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการเพาะปลูกถั่วงอก

  1. เมล็ดถั่วเขียวคุณภาพดี
  2. ภาชนะผิวเรียบทรงสูง อาจจะเป็น ขวดน้ำหรือขวดพลาสติกอื่นๆ มีขนาด 2 ลิตร นำตะปูไปเผาไฟแล้วนำมาเจาะรูเพื่อที่จะทำรูระบายน้ำให้มีขนาดเล็กกว่าเมล็ดถั่วเขียวที่ก้นภาชนะเพื่อกันไม่ให้ถั่วเขียวหล่น เจาะประมาณ 10 – 15 รู ต่อขวด
  3. ผ้าขนหนู
  4. ถุงพลาสติกสีดำ (ถุงที่เราใช้เพาะต้นไม้)
  5. ถังน้ำ
  6. น้ำสะอาด

 

วิธีการเพาะถั่วงอก

  • ขั้นตอนที่ 1 – นำเมล็ดถั่วเขียวตามจำนวนที่ต้องการ มาแช่ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 55-60 องศา แช่ไว้ประมาณ ครึ่งถึง 1 ชั่วโมง แล้วนำเมล็ดถั่วเขียวมาล้างให้สะอาด คัดเอาสิ่งที่ไม่ต้องการออกไปให้หมดเช่น กรวด หิน ดิน ทราย เศษหญ้า และเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ หรือเมล็ดที่เสื่อมคุณภาพ ออกทั้งหมด เพราะอาจจะทำให้ถั่วงอกไม่มีคุณภาพและอาจเน่าเสียที่หลังได้ ต่อไปให้แช่น้ำต่อไปอีกประมาณ 8-10 ชั่วโมง

  • ขั้นตอนที่ 2 – เมื่อแช่น้ำครบชั่วโมงหรือเช้าวันรุ่งขึ้น ให้ล้างเมล็ดถั่วเขียวทั้งหมด แล้วนำขึ้นมาผึ่งให้สะเด็ดน้ำ อาจจะใช้ตะแกรง หรือกระด้งที่มีความสะอาด สักครู่เมล็ดถั่วเขียว ก็จะพองตัวขึ้นประมาณ 2 เท่าจากในตอนแรก แล้วเอาเมล็ดใส่ในภาชนะเพาะปิดทับบนเมล็ดด้วยผ้าขนหนูที่เราเตรียมไว้ จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มทุก 2-3 ชั่วโมง

 

  • ขั้นตอนที่ 3 – ใช้ถุงพลาสติกสีดำปิดคลุมภาชนะเอาไว้ เพื่อไม่ให้โดนแสง จากนั้นนำไปวางไว้ในที่ร่มเย็น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นและเพิ่มการงอกของเมล็ดถั่ว

 

  • ขั้นตอนที่ 4 – ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาถึง 3 วัน หรือประมาณ 65-72 ชั่วโมง นำถั่วงอกออกมาล้าง แล้วเอาเปลือกถั่วเขียวออกเพราะจะมีเปลือกหล่นหรือปะปนอยู่กับถั่วงอก เท่านี้ก็จะได้ถั่วงอกที่ปลอดภัย สำหรับการบริโภคซึ่งระยะเวลาในการเพาะถั่วงอกทั้งนี้อาจจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ และฤดูกาลด้วย
วิธีเพาะถั่วงอก
ภาพจาก : blogspot.com

 

Read More

วิธีทําผัดไทย

วิธีทำผัดไทยกุ้งสด
ภาพจาก : pinterest.com

อีกหนึ่งอาหารจานเดียวที่เป็นอาหารไทยยอดฮิตดั้งเดิมไม่แพ้ต้มยำกุ้ง ก็คือ ผัดไทย ที่มีส่วนผสมของเส้นก๋วยเตี๋ยวเล็กเหนียวนุ่มผสมกับเครื่องปรุง คลุกเคล้าพร้อมไข่หรือกุ้งสดตัวโตๆ เนื้อแน่น เรียกได้ว่าอร่อยถูกปากทั้งคนไทยและคนต่างชาติ แถมขั้นตอนการทำก็ง่ายนิดเดียว จะมือใหม่หรือใครก็ตามก็สามารถทำทานเองได้ไม่ยากเลยล่ะค่ะ

 

ส่วนผสม

  • ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก (หรือเส้นจันท์) 1 ขีด
  • กุ้งสด ประมาณ 5 ตัว
  • เต้าหู้เหลืองหั่นเต๋า 2 ช้อนโต๊ะ
  • หัวไชโป๊วสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
  • กุ้งฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ถั่วงอกดิบ ครึ่งถ้วยตวง
  • ใบกุยช่าย 1-2 ต้น
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกป่นเล็กน้อย ประมาณปลายช้อนชา
  • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  • ถั่วลิสงคั่วป่น 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผักสดสำหรับแกล้ม เช่น แตงกวา หัวปลี ใบกุยช่าย
  • มะนาว 1 เสี้ยว สำหรับคนที่ชอบทานรสเปรี้ยว

 

วิธีการทำ

  1. นำเส้นไปแช่น้ำประมาณ 30 นาทีให้เส้นเหนียวนุ่ม
  2. เตรียมกุ้งสด ทำความสะอาดให้เรียบร้อย
  3. ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลาง ใส่น้ำมันเจียวหอมแดงจนมีกลิ่นหอม
  4. ใส่กุ้งสดลงไปผัดพอสุก แล้วใส่เส้นจันท์ลงในกระทะ อาจเพิ่มรสชาติด้วยน้ำซุบไก่
  5. ผัดพอสุกเล็กน้อย จากนั้นตอกไข่ใส่ลงไป
  6. ผัดทุกอย่างให้เข้ากัน จนเส้นเริ่มนิ่มแล้วใส่เต้าหู้เหลือง ถั่วลิสง กุ้งแห้ง และหัวไชโป๊ว
  7. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล พริกป่น น้ำมะขามเปียก ผัดให้เข้ากันอีกครั้งจนเส้นเริ่มนุ่มและเครื่องปรุงทั้งหมดผสมกันทั่ว
  8. ใส่ถั่วงอกและใบกุยช่ายลงไปผัดแต่ไม่ต้องให้สุกมาก เสิร์ฟพร้อมผักสดสำหรับแกล้มก็เรียบร้อย

 

 

 

Read More

วิธีทํายําวุ้นเส้น

ยำวุ้นเส้นเป็นอีกหนึ่งเมนูที่หลายคนชื่นชอบ จะทานเป็นกับข้าวหรืออาหารจานเดียวก็ถูกปาก และที่สำคัญสามารถทำทานเองที่บ้านได้ง่าย ๆ เลยค่ะ เพราะมีขั้นตอนและวิธีการทำที่ไม่ยุ่งยาก ลองมาดูส่วนผสมและวิธีทํายําวุ้นเส้นกันเลยค่ะ

ส่วนผสม

  • กุ้งขาว 10 ตัว
  • ปลาหมึก 2 ตัว
  • หอยแมลงภู่ 50 กรัม
  • หมูสับ 50 กรัม
  • วุ้นเส้น 100 กรัม
  • ยอดผักกระเฉด 100 กรัม
  • ขึ้นฉ่าย 1 ต้น
  • เห็ดหูหนู 50 กรัม
  • พริกขี้หนู 15 เม็ด
  • น้ำกระเทียมดอง 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำซุบ 1/4 ถ้วย

 

วิธีการทำ

  1. เริ่มเตรียมน้ำยำ ด้วยการนำอ่างผสมใส่พริกขี้หนู น้ำปลา น้ำตาล น้ำมะนาว และน้ำมะขามเปียก ปรุงรสตามใจชอบ
  2. ต้มหมูสับให้สุกแล้วตักพักไว้
  3. ปลาหมึกล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นแว่นๆ นำไปลวกในน้ำร้อนพร้อมกับหอยแมลงภู่ กุ้ง พอสุกช้อนขึ้นพักไว้
  4. น้ำร้อนตั้งไฟแล้วนำผักกระเฉด เห็ดหูหนู ลงลวกพอสุกใส่ชามไว้ วุ้นเส้นแช่น้ำให้นิ่ม นำไปลวกในน้ำร้อน ช้อนขึ้นใส่ในชามที่มีผักกระเฉดลวกแล้ว
  5. เสร็จแล้วนำส่วนผสมทั้งหมดที่เราได้ลวกไว้แล้ว นำมาผสมลงในอ่างผสมที่เตรียมน้ำยำไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากัน เติมน้ำซุบตามลงไปสักหน่อย ใส่หอมใหญ่ ต้นหอม ผักชี ขึ้นฉ่าย เตรียมจัดใส่จานเสิร์ฟได้เลยค่ะ
วิธีทํายําวุ้นเส้น
ภาพจาก : thailanguagehut.com

Read More

วิธีทําให้คอมเร็วขึ้น

ในทุกๆ วันนี้เรียกได้ว่า คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ทุกคนต้องมี และใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะใช้ในด้านการเรียน การทำงาน หรือเวลาพักผ่อนอยู่บ้านก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์ทั้งนั้น แต่เมื่อใช้คอมพิวเตอร์ไปนานๆ มันย่อมจะทำงานช้าลงเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งในบางทีอาจจะช้าถึงช้ามากจนทำให้เราหงุดหงิด หัวเสียได้เลยทีเดียว แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะทำอย่างไรกันดี เพื่อให้คอมพิวเตอร์คู่ใจของเรากลับมารวดเร็วเกือบเท่าของใหม่บ้าง มาดูวิธีทําให้คอมเร็วขึ้นกันเลย

  • ทำความสะอาด (Clean Up)

o เข้าไปที่ My Computer คลิ๊กขวาที่ Drives ใดก็ได้ (ยกเว้น CD)

o คลิ๊กขวา เลือก Properties

o คลิ๊ก Disk Cleanup

o ให้คลิ๊กเลือกไฟล์ที่ต้องการลบ (เลือกหมดเลยก็ได้)

o คลิ๊ก OK เครื่องจะเริ่มทำความสะอาด คือกำจัดไฟล์ขยะนั่นเอง

o รอสักพักก็จะเสร็จวิธีการทำความสะอาด

 

  • จัดเรียงข้อมูล (Defragment)

o เข้าไปที่ My Computer คลิ๊กขวาที่ Drives ใดก็ได้ (ยกเว้น CD)

o คลิ๊กขวา เลือก Properties

o คลิ๊กที่แท็บ Tools แล้วเลือก Defragment now

o ให้ทำการเลือก Drives ที่ต้องการจัดเรียงข้อมูล

o คลิ๊ก Defragment Disk

o จากนั้นจะมีตัวเลขขึ้นมาตรงช่อง Progress แสดงว่าเริ่มการจัดเรียงข้อมูล

o เมื่อตัวเลขหยุดวิ่ง แสดงว่าจัดเรียงข้อมูลเรียบร้อยแล้ว

 

จบแล้วสำหรับวิธีที่นำมาฝากกัน นี่เป็นวิธีการเบื้องต้นที่ไม่น่าจะยากเกินไป และทุกคนก็สามารถทำได้เองที่บ้าน ไม่ต้องยกไปให้ที่ร้านเสียเงิน 300 – 500 บาท แถมยังได้คอมพิวเตอร์ที่เร็วขึ้นใกล้เคียงกับตอนที่เราซื้อมาใหม่ๆ ด้วยนะ ลองดูสิ

 

วิธีทําให้คอมเร็วขึ้น
ภาพจาก : zarabotus.com

Read More

วิธีทําต้มยํากุ้ง

วิธีทำต้มยำกุ้ง

วิธีทำต้มยำกุ้ง
ภาพจาก : bloggang.com

เมนูขึ้นชื่อของไทย ที่ทั้งเผ็ด เปรี้ยว กลมกล่อม จนติดปากคนไทยและเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติ คงต้องยกให้ “ต้มยำกุ้ง” ที่มีทั้งสมุนไพรสรรพคุณมากมายในชามเดียว แถมวัตถุดิบก็หาได้ง่าย และยังทำไม่ยากอย่างที่คิดอีกด้วยนะคะ ลองมาดูวิธีทําต้มยํากุ้งกันเลย

ส่วนผสม

  • กุ้งกุลาดำตัวใหญ่ หรือกุ้งแม่น้ำ
  • เห็ดฟางผ่าครึ่ง
  • พริกขี้หนู
  • ใบมะกรูดฉีกเอาก้านออก
  • ข่าหั่นแว่น
  • ตะไคร้ทุบแล้วหั่นท่อน
  • ผักชี โรยหน้า
  • น้ำพริกเผา 1 ช้อนชา
  • มะนาว 1 ลูก
  • กะทิหรือนมข้นจืด 1/2 ถ้วย
  • น้ำตาล 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ หยิบมือ
  • น้ำซุป

 

วิธีการทำ

  1. เริ่มเตรียมวัตถุดิบโดยแกะเปลือกกุ้งผ่าเอาเส้นดำออกล้างให้สะอาด หั่นเครื่องต้มยำ พริก ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดและเห็ดให้พร้อม
  2. นำน้ำซุปไปตั้งไฟให้เดือด ใส่เครื่องต้มยำลงไปให้หมด ต้มจนเดือดอีกครั้งก็ใส่กุ้งที่เตรียมไว้ลงไปเลย
  3. หลังจากใส่กุ้งแล้ว ให้ใส่ น้ำตาล น้ำปลา พริกขี้หนู พริกเผา ปรุงรสตามใจชอบ แล้วตามด้วยเห็ดฟาง
  4. ปิดเตาแล้วค่อยปรุงด้วยมะนาว ที่ต้องปิดเตาก่อน เพราะการบีบน้ำมะนาวใส่ในน้ำที่กำลังเดือดทำให้มะนาวขมได้นะคะ ต่อมาก็โรยเกลือนิดหน่อยเพื่อดึงรสเปรี้ยวหวานเค็มให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น
  5. ตักใส่ชามเสิร์ฟ หั่นผักโรยหน้า เพิ่มความหอมก็พร้อมอร่อยกับเมนูนี้แล้วค่ะ

Read More

วิธีทําราดหน้า

วิธีการทำราดหน้าหมูหมัก

วิธีทําราดหน้า
ภาพจาก : dek-d.com

เครื่องหมักหมู

  • หมูส่วนสันนอกใกล้สันคอ 500 กรัม
  • พริกไทป่น 2 ช้อนชา
  • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันหอย 3 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส 2 ช้อนชา
  • แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงฟู ¼ ช้อนชา

เครื่องปรุงน้ำราดหน้า

  • กระเทียมบุบสับหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ
  • เต้าเจี้ยว 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล 3ช้อนโต๊ะ +1ช้อนชา
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ+ 1 ช้อนชา
  • ซีอิ๊วขาว 5 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันหอย 4 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่ ตีพอแตก1 ฟอง
  • แป้งมัน ½ ถ้วยตวง + น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
  • น้ำเปล่า 1.5 ลิตร ต้มให้เดือด หรือร้อนจัด

วัตถุดิบอื่นๆ

  • ยอดคะน้า
  • เห็ด
  • เส้นใหญ่ 1 กิโลกรัม
  • ซีอิ๊วดำ

วิธีการทำ

  1. หมักหมูที่หั่นเป็นชิ้นพอคำ ด้วยเครื่องปรุงข้างต้น นวดให้ซึมเข้ากันดี นำเข้าแช่ตู้เย็นอย่างน้อย 1
    ชั่วโมง หากแช่ข้ามคืนจะอร่อยมากขึ้น ผงฟูจะช่วยให้หมูนิ่มค่ะ
  2. ลอกเส้นใหญ่ไม่ให้จับตัวกันเป็นปึก และเคล้าซีอิ๊วดำจนได้สีที่พอใจ จากนั้นตั้งกระทะให้ร้อนจัดมากๆ
    ใส่น้ำมันพืชลงไป แล้วนำเส้นใหญ่ลงไปผัด ใช้ตะหลิวสองอันเกลี่ยเส้นในกระทะจนทั่วกันดี จนเส้นเดือดทั่วดีแล้วก็จัดใส่จาน
  3. ต้มน้ำ 1.5 ลิตร แล้วตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืช เมื่อร้อนดีแล้วใส่กระเทียมลงไปไม่ต้องรอให้เหลืองตามด้วยเต้าเจี้ยวและเนื้อหมู
  4. ค่อยๆ ผัด โดยไม่ต้องลดไฟ หากข้างกระทะมีสีน้ำตาลอ่อน ให้ใส่น้ำที่ต้มไว้ลงไปทีละ ¼ ถ้วยค่ะ ราดข้างๆ กระทะ เพื่อที่กระทะจะไม่ไหม้ ผัดจนหมูสุกประมาณ 30% ใส่น้ำร้อนที่เหลือลงไปทั้งหมด ใส่เห็ดที่ลวกแล้วตามลงไป
  5. เติมเครื่องปรุงรส เมื่อเดือดให้ค่อยๆ ใส่แป้งมันที่ละลายไว้แล้วลงไปคนแรงและเร็วเพื่อให้แป้งกระจายตัว ไม่เกาะกันเป็นก้อน รอให้เดือดอีกครั้ง แล้วยกชามไข่ที่ตีไว้ให้สูงเหนือกระทะเทลงไปเป็นสายเล็กๆ จับตะหลิวคนในกระทะเป็นวงกลมเร็วๆ ทำจนไข่หมด รอให้เดือดอีกครั้งจึงยกลง
  6. ตักน้ำราดหน้าตักใส่จานที่เตรียมเส้นไว้แล้ว ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอน

Read More

วิธีรักษาฝ้า

วิธีรักษาฝ้า

เมื่อมีปัญหาผิวหนังเป็นฝ้า หรือรอยด่างๆ ดำๆ ไม่น่ามอง หลายคนเลือกมองหาครีมและลงคอร์สราคาแพงๆ เพื่อรักษารอยฝ้าให้หมดไป แต่วันนี้เรามาลองใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่หาได้ง่ายๆ มาช่วยขจัดปัญหาฝ้ากวนใจ พร้อมเผยผิวหน้าขาวกระจ่างใสกันดีกว่าค่ะ

1. มะขามเปียก

นำเนื้อมะขามเปียกมาพอกหรือทาไปยังบริเวณผิวที่เป็นรอยฝ้าบางๆ ให้ทั่ว ทิ้งไว้ 3-5 นาทีแล้วล้างออก ก็จะสามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าทำให้รอยฝ้าดูจางลงและลดรอยด่างดำได้

2. หัวไชเท้า

เพียงนำหัวไชเท้ามาล้างให้สะอาด แล้วปอกเปลือกออกให้หมด จากนั้นนำไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วปั่นพอละเอียด (อาจบีบน้ำมะนาวผสมลงไปนิดหน่อย) นำมาพอกไว้ให้ทั่วหน้าหรือบริเวณที่เป็นฝ้าประมาณ 15 นาที รอยฝ้าบนใบหน้าก็จะค่อยๆ จางลง

3. ว่านหางจระเข้

เพราะในว่านหางจระเข้มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยลบเลือนริ้วรอย จุดด่างดำได้เป็นอย่างดี แถมยังมีกรดอ่อนๆ ช่วยลดความมันบนใบหน้าด้วยนะคะ เพียงนำเนื้อวุ้นในว่านหางจระเข้มาทาบริเวณใบหน้าวันละ 2 ครั้ง ทำต่อเนื่องกัน 1-2 เดือน รอยฝ้า รอยดำต่างๆ ก็จะดูจางอย่างเห็นได้ชัด

4. ใบบัวบก

ไม่ว่าจะคั้นน้ำดื่มเย็นๆ เป็นประจำหรือนำมาปั่นแล้วนำน้ำใบบัวบกมาเช็ดแทนโทนเนอร์ก่อนนอนทุกวัน เท่านี้บรรดารอยฝ้าต่างๆ ก็จะค่อยๆ จางลงเหลือแต่ความขาวกระจ่างใสบนใบหน้าของเราค่ะ

5. น้ำแอปเปิลไซเดอร์

ใครจะรู้ว่าน้ำส้มสายชูจากผลแอปเปิลจะมีประโยชน์ในด้านการดูแลผิวได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เพราะในน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรด จึงช่วยทำให้ผิวดูกระจ่างใส เนียนนุ่มขึ้นได้ ด้วยการน้ำแอปเปิลไซเดอร์มาผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อย แล้วใช้สำลีเช็ดให้ทั่วใบหน้า รอจนแห้งแล้วล้างออก

6. ไข่ขาว

แยกไข่ขาวดิบออกจากไข่แดง แล้วนำมาทาบางๆ ให้ทั่วบริเวณที่เป็นฝ้า ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที เป็นประจำทุกวัน ไข่ขาวจะช่วยดูดซับรอยฝ้าและสิ่งสกปรกให้หมดไปจากใบหน้าของเราค่ะ

ทั้งนี้ 6 วิธีการกำจัดรอยฝ้า และจุดด่างดำดังกล่าวจะเห็นผลได้ดี เราก็ควรให้ความสำคัญกับการดูแลและปกป้องผิว ด้วยการทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันและรับประทานผัก ผักไม้เพื่อบำรุงผิวให้เนียนใสอยู่เสมอด้วยนะคะ

 

วิธีรักษาฝ้า
ภาพจาก : vimeo.com

Read More